CM 3 ทรามวัย

CM 3 ทรามวัย

“คนจัดนี่บ้า คนมาวิ่งยิ่งบ้า” 

คุณน้องผู้ชายข้างๆ เปรยเบาๆ ตอนส่องไฟช่วยให้แสงสว่างทางขึ้นหน้าผาหินตอนเกือบๆเที่ยงคืน

อีกตาหนึ่งนางก็คอยหันหลังกลับไปเช็คสภาพแฟนสาวที่ลากขากะเผลกตามมาเบาๆ

“ITB เลยค่ะ ไปเร็วกว่านี้ไม่ได้จริงๆ” 

คำนี้ได้ยินไม่ต่ำกว่าสิบครั้งในเรซ

สายตาเลื่อนลอยท่ามกลางฝนปรอยๆ ฟ้าแลบเป็นระยะ

ลากรองเท้าอันหนักอึ้งเพราะอุ้มน้ำอุ้มโคลน ก้าวซ้ายขวาแบบไม่คิด 

ได้ยินเสียงเฮเฮ จากลำโพงที่จุด finish 

ช่างเย้ายวนใจ แต่ก็ดูห่างไกลเหลือเกิน

 

ลางมันบอกตั้งแต่ตอนสมัคร

กดสมัคร CM3 ไม่ทัน เนตกาก ได้มาแค่ CM2

ไปวิงวอนร้องขอทีมผู้จัดเป็นเวลาห้าเดือนเพื่อขอเพิ่มระยะ

จนเค้าสงสารเปิด CM3 ให้หนึ่งหน่อ 

เดือนกรกฎาพอดี มีเวลาซ้อมใหญ่หนึ่งเดือน

 

ยอมรับว่าช่วงซ้อม วิ่งไกลสุดแค่ 20 โล

เหนื่อยอ่ะ หลังโควิดนี่แค่ 10 โลก็หายใจไม่ทันแล้ว

พยายามเวทเยอะๆ ต้นขา ข้อเท้า แขนด้วย

แต่ละครั้งที่ไปยิม วันรุ่งขึ้นต้องเจ็บ ไม่งั้นรู้สึกเวทน้อยไป

ถ้าจะวิ่งก็วิ่งตอนสิบโมงถึงเที่ยง

ไม่ได้จะซ้อม endurance อะไร…ตื่นสาย

ไปเขาฉลากอีกสองครั้ง ไปเดินป่าดอยหลวงตากครั้งนึง

ทั้งหมดมวลคือการซ้อมใหญ่ในหนึ่งเดือน

ของที่แบกไปด้วย

 

วันแข่ง อากาศแจ่มใส เริ่มสตาร์ท 6.30 

วิ่งบนคอนกรีตไปกับพี่สาวที่รัก

ลงทางดินปั๊บ โพลคู่พร้อมขึ้นเขายาวๆ 

ตอนนี้เหมือนร่างกายเพิ่งเริ่มตื่น  

กระดี๊กระด๊า ยังปากกล้ากับคุณพี่เป็นระยะ “ยาวปายๆ”

พลังยังเต็มจ่ะ ยิ้มแย้ม ร่าเริง

 

เห็นป้าย HQ เริ่มเร่งฝีเท้า นึกว่าใกล้ถึง

กะจะไปรอคุณพี่ที่ HQ กินข้าวกินปลา

ห่าน เดินไปเกือบชั่วโมงยังไม่ถึงสักที

ขึ้นจนท้อ ไอ้ป้ายหลอกลวง 

ไปถึง HQ เพิ่งรู้ว่ามี cut off 

มาถึงตอนเฉียดๆ แหละ 

เกือบไป

 

จาก HQ ไปผานกกเป็นทางคอนกรีตจ้า รักมาก

หมอกลงเบาๆ วิ่ง downhill อย่างเมามัน

รถเกือบชนอยู่หลายครั้ง ถลาตัวลงมาขนาดนั้น 

รู้สึกเหมือนอยู่ที่เขาฉลากฝั่งถนน

คิดในใจ แบบนี้มันง่ายกว่า CM2 ชัดๆ 

หึ ยังไม่รู้ตัว

 

เราแวะนั่งเผละ กินข้าวเหนียวเนื้อกันที่หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนตอนเที่ยงวัน

ถึงผานกกกก็กินอีกรอบ ปอบสิง 

เค้าว่ากันว่าหลังจากนี้จะเป็นทางขึ้นที่เถื่อนมากแบบอินฟินตี้

ก็เตรียมใจไว้ แต่ก็บ่นท้อแท้ ท้อแท้ ถอนหายใจตลอดทาง

จนคนที่ผ่านไปมาเห็นหน้า ถามว่าจะเอาข้าวต้นมัดไหม

ซึ้งในน้ำใจท่านทั้งหลาย 

 

ระหว่างทางเจอคุณอาท่านหนึ่งเป็นตระคริว แกลง CM 5

แบ่งเม็ดเกลือแร่ฟู่ๆ ให้ไปสองเม็ด

เอ๊า กินปุ๊บหายปั๊บ คนแข็งแรงมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

แกบอกว่าไม่เคยลงเทรลมาก่อน เลยไม่รู้ว่าตะคริวจะแก้ยังไง ต้องเตรียมอะไรไว้กินบ้าง

นี่ก็ถามอย่างหยาบคายว่า แล้วกล้าลง CM5 ได้อย่างไร

ก็ได้คำตอบว่าแกวิ่งถนนเป็นประจำ วิ่งร้อยโลก็วิ่งมาหลายรอบแล้ว

อ้อออออออออออออออ สมเหตุสมผล

ก็วิ่งๆคุยๆไปกันสักระยะ พอดีหนูหายใจไม่ทันก็เลยปล่อยคุณอาไปก่อนโลดค่า

 

นรกมาเยือนเมื่อฝนตก

เริ่มมืด ไฟที่เตรียมมาก็วอมแวมเหลือเกิน

ต้องฝ่าทุ่งหญ้าหรือข้าวโพดอะไรซักอย่างที่ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในหนังหนีตาย

อาศัยแสงไฟจากคนอื่นที่ส่องมาจากข้างหลัง

หรือถ้าไม่มีคนตามหลังก็ดูวิธีการวิ่งของคนข้างหน้า ถ้าเค้าลื่นตรงไหนก็ค่อยระวัง

ฝนเทลงมาเรื่อยๆ รองเท้าเป็นเรือ

คุณพี่อุณหภูมิเริ่มตก ตอนจะถึง HQ

ไอ้อาการเย็นจากข้างในนี่ก็เคยเป็นตอนร่างกายอ่อนเพลียมากๆ

เลยตัดสินใจหยุดเพราะอันตราย

ไอ้เราตอนแรกก็กะจะถอนตัว แต่ก็ได้พลังไข่พะโล้ร้อนๆ เข้าไป

เอาวะ ลงคนเดียวก็ลง

 

ลงก็ลงยาวยาววววว โอยยยยยยยยยยย

กะย๊อกกะแย๊กบนทางหิน เข่าสะเทือนถึงเพดานเหงือก

ถึงทางมหาเฮียยยยยย

สไลเดอร์โคลนอันโด่งดัง ที่ขาขึ้นตอนเช้าก็คิดอยู่ในใจว่า แล้วขาลงจะลงท่าไหนดี

ระหว่างที่แต่ละคนค่อยๆหันเท้าขวางๆ เขยิบลงทีละคืบ ข้างทางที่มีใบไม้ปกคลุม

ก็มีลมถาโถมมาทางด้านซ้าย พร้อมกับได้ยินว่า

“โห ทางแบบนี้ ของชอบเลย” 

แล้วนางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง นั่งลงเอาก้นสไลด์เพซสามผ่านคนไปเป็นสิบ

ยอดมนุษย์ผู้นี้ คือคุณน้องรัชชี่

 

อีลิตนำ เราก็ตามค่ะ 

นั่งแล้วไถโคลนลงมาเป็นระยะๆ สักสามสี่โลได้

ใช้โพลและขาเหยียดตรงเพื่อเบรคก่อนลงเหว

ดินนี่เปื้อนหน้า เข้าปาก

เอะอะนั่งสไลด์ลง ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว

 

Cut off time เหลืออีก 15 นาที ตอนลงมาเกือบถึงถนนคอนกรีต

คนรอบข้างก็ต่างให้กำลังใจว่าทันแน่ถ้าวิ่งเพซหกไปให้ถึงเส้นชัย

เอาว่ะ เจ็บจนชาแล้ว ออกวิ่งจนหมาตกใจวิ่งไล่ไปอีก

เข้าเส้นชัยทันเวลา 65 กิโล

ตากล้องให้วิ่งซำ้อีกรอบเพราะรูปไม่สวย ในใจก็เกือบขาดใจแล้ว

โทษฐานของการไม่พันเท้าวิ่งตอนฝนตก

สวัสดีมีชัย ขอเปลี่ยนไฟใหม่แล้วเจอกัน <3

Nuki

Let's keep in touch in Strava: https://www.strava.com/athletes/16013107

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *